เช็ก 7 ข้อก่อนขายกระเป๋าแบรนด์เนม — กันโดนกดราคาแบบไม่รู้ตัว
สิ่งที่คนขายกระเป๋ากลัวที่สุดคือโดนกดราคา แต่ความจริงที่ไม่ค่อยมีใครพูดคือ การเสียเปรียบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดตอนต่อรอง มันเกิดก่อนหน้านั้น ตอนที่เราเดินเข้าไปโดยไม่รู้ข้อมูลของตัวเอง เช็กลิสต์นี้คือสิ่งที่ทำเองได้ทั้งหมด ไม่มีค่าใช้จ่าย และควรทำให้จบก่อนคุยกับร้านแรก เขียนโดยตัวกลางที่ไม่ได้รับซื้อเอง จึงไม่มีเหตุผลต้องเชียร์ให้รีบขาย
ข้อ 1 — รู้จักของตัวเองให้ชัดกว่าที่ร้านรู้
ชื่อรุ่นจริง ขนาด วัสดุ และปีโดยประมาณ หาได้จากใบเสร็จ การ์ด หรือเทียบกับแหล่งทางการของแบรนด์
เหตุผลที่ข้อนี้มาก่อนทุกข้อ คือราคาผูกกับรุ่นแบบเป๊ะๆ ถ้าเราบอกรุ่นคลาดเคลื่อน ราคาที่ถามมาจากแต่ละที่จะเป็นราคาของคนละของ เทียบกันไม่ได้ และร้านจะกลายเป็นฝ่ายเดียวที่รู้ว่าของจริงคืออะไร
ข้อ 2 — ดูราคาขายต่อในตลาดด้วยตาตัวเอง
ก่อนถามร้านสักที่ ให้ดูว่าของรุ่นเดียวกัน สภาพใกล้เคียงกัน ถูกตั้งขายอยู่เท่าไหร่จากหลายแหล่ง
ย้ำให้ชัด ราคาที่เห็นคือราคาขาย ไม่ใช่ราคาที่ร้านจะรับซื้อ ราคารับซื้อต่ำกว่าเสมอเพราะร้านต้องแบกความเสี่ยงและต้นทุน จุดประสงค์ของข้อนี้ไม่ใช่การคาดหวังเต็มราคา แต่คือการมีกรอบตัวเลขในหัว
พอมีกรอบแล้ว ข้อเสนอที่ต่ำผิดปกติจะโดดออกมาให้เห็นเอง โดยไม่ต้องเดาจากความรู้สึก
ข้อ 3 — รวบรวมกล่อง ใบเสร็จ และอุปกรณ์เท่าที่มี
ของครบชุดตรวจสอบความแท้ง่ายกว่าและขายต่อง่ายกว่า ร้านส่วนใหญ่จึงให้ราคาดีกว่าของที่มีแต่ตัวสินค้า
ไม่ครบก็ขายได้ แต่ควรรู้ตั้งแต่ก่อนถามราคาว่าส่วนนี้จะถูกหักแน่ จะได้ไม่ตกใจว่าทำไมตัวเลขต่ำกว่าที่เพื่อนเคยขายได้ทั้งที่รุ่นเดียวกัน
ข้อ 4 — สำรวจตำหนิเองให้ครบ ก่อนให้ร้านเป็นคนชี้
ถ่ายรูปสภาพจริงทุกมุมรวมจุดที่เสีย แล้วจดรายการตำหนิของตัวเองไว้ มุมสึก รอยขีดข่วน คราบ กลิ่น การเปลี่ยนสี
คนที่รู้ตำหนิของตัวเองครบ จะแยกออกทันทีว่าการหักราคาข้อไหนสมเหตุสมผล ข้อไหนอ้างเกินจริง ส่วนคนที่ไม่เคยสำรวจของตัวเองเลย จะต่อรองอะไรไม่ได้เลยเพราะไม่มีข้อมูลจะเถียง
และอย่าปิดตำหนิ ร้านเห็นตอนตรวจของจริงอยู่ดี แล้วราคาจะถูกรื้อใหม่ทั้งหมดในจังหวะที่เราเสียเปรียบที่สุด
ข้อ 5 — ขอราคาจากหลายร้าน ด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน
ส่งรูปชุดเดียวกัน ข้อมูลเดียวกัน ให้หลายร้านพร้อมกัน ตัวเลขที่ได้กลับมาถึงจะเทียบกันได้จริง
ร้านที่มีลูกค้ารอซื้อรุ่นของเราอยู่จะกล้าให้ราคาสูงกว่าร้านที่ต้องเก็บสต็อกนาน ซึ่งเราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าร้านไหนเป็นแบบแรก วิธีเดียวที่รู้ได้คือถามหลายที่
การมีตัวเลขจากหลายร้านในมือ คือเครื่องมือต่อรองที่แรงที่สุดที่คนขายมี และเป็นข้อที่ให้ผลมากที่สุดในลิสต์นี้
ข้อ 6 — ถามให้ชัดว่าตัวเลขที่ได้คือข้อเสนอแบบไหน
ตัวเลขเดียวกันอาจหมายถึงคนละอย่าง ต้องถามว่านี่คือรับซื้อขาดหรือฝากขาย เป็นราคาประเมินจากรูปหรือราคายืนยันหลังเห็นของจริง และมีหักอะไรเพิ่มอีกไหม
ข้อเสนอสองร้านที่ดูห่างกันมาก บ่อยครั้งเป็นเพราะเป็นข้อเสนอคนละประเภท ไม่ใช่เพราะร้านหนึ่งใจดีกว่า เทียบได้ก็ต่อเมื่อเป็นเงื่อนไขแบบเดียวกัน
ข้อ 7 — อย่ารีบตัดสินใจ และอย่าปล่อยของโดยไม่มีหลักฐาน
ข้อเสนอที่บีบให้ตอบเดี๋ยวนั้น ราคาพิเศษเฉพาะวันนี้ หรือบอกว่าเดี๋ยวราคาลง คือสัญญาณให้ถอยมาตั้งหลัก ราคาที่สมเหตุสมผลไม่หายไปในหนึ่งคืน
ถ้าต้องฝากของไว้ให้ร้านตรวจ ต้องได้เอกสารรับของที่ระบุรายการและสภาพ ณ วันส่งมอบเสมอ ไม่ว่าจะคุ้นเคยกับร้านแค่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
โดนกดราคา กับ ราคาต่ำตามสภาพ ต่างกันยังไง
ราคาต่ำตามกลไกจะอธิบายได้เป็นข้อๆ ว่าหักจากอะไร เช่น สภาพ อุปกรณ์ไม่ครบ หรือรุ่นขายยาก ส่วนการกดราคามักมาพร้อมเหตุผลคลุมเครือและการเร่งให้ตัดสินใจ ถ้าทำเช็กลิสต์ครบ โดยเฉพาะการรู้ตำหนิตัวเองและมีตัวเลขหลายร้านเทียบ จะแยกสองอย่างนี้ออกได้เอง
ถ้าไม่มีเวลาทำครบทุกข้อ ควรทำข้อไหนก่อน
ข้อที่ให้ผลมากที่สุดคือการขอราคาจากหลายร้าน เพราะต่อให้ข้ามข้ออื่นทั้งหมด การมีตัวเลขหลายชุดมาเทียบกันก็กันข้อเสนอต่ำผิดปกติได้ในตัว ตามด้วยการสำรวจตำหนิของตัวเองก่อนให้ร้านชี้
ส่งรูปให้ร้านประเมิน ควรส่งอะไรบ้าง
รูปของจริงทุกมุมรวมตำหนิ รูปอุปกรณ์ที่มี และชื่อรุ่นเท่าที่รู้ เท่านี้พอสำหรับการประเมินเบื้องต้น ข้อมูลส่วนตัวอื่นยังไม่จำเป็นในขั้นถามราคา